skip to Main Content

10 เมืองสุดโรแมนติก คริสต์มาสนี้ต้องไปโดน!

ใกล้เข้ามาแล้วกับเวลาแห่งความสุข ไปร่วมจิงเกอเบล ณ เดสติเนชั่นสุดฮิตแห่งเทศกาลคริสต์มาส ที่หิมะกำลังโปรยปรายมาพร้อมคุณลุงซานต้าใจดี “หนาวนี้มีแพลนจะพาคนพิเศษไปเที่ยวกันรึยัง ได้รวบรวม 10 เมืองสุดโรแมนติก คริสต์มาสนี้ต้องไปโดน! ณ เมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีการเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสที่ดีที่สุดในโลก มาฝากกัน รับรองว่าคริสต์มาสปีนี้จะประทับใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว หมดโควิดนี้เจอกันนนน…

1. โตเกียว (Tokyo) ประเทศญี่ปุ่น

ในช่วงเวลาแห่งความสุขนี้คู่รักต่างๆ จะจูงมือกันไปชมทะเลดวงดาวจากไฟประดับนับล้านดวงกันที่สวนแห่งดวงดาว (Starlight Garden) หนุ่มสาวคู่รักจะมีความสุขมากเป็นพิเศษ เพราะเทศกาลคริสต์มาสนี้เป็นประหนึ่งวาเลนไทน์ปลายปีในฤดูที่โรแมนติกที่สุด

ลนด์มาร์คสำคัญๆ ที่พลาดไม่ได้สำหรับการไปสัมผัสบรรยากาศ ชมการประดับตกแต่ง รวมไปถึงการช้อปปิ้งแห่งเทศกาลคริสต์มาส คือ รอปปองงิ ฮิลล์ (Roppongi Hill), โตเกียว มิดทาวน์ (Tokyo Midtown), กินซ่า (Ginza), ชินจูกุ (Shinjuku), มารุโนชิ (Marunochi) และยูระคาโช (Yurakacho)

2. กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

จะมีการจัดเทศกาลคริสต์มาสตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน จนถึงวันคริสต์มาส โดยจุดเด่นอยู่ที่ตลาดสินค้าคริสต์มาส ซึ่งมีมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว โดยมีอาหารจำหน่ายมากมาย เช่น ขนมปังขิง วาฟเฟิล ไส้กรอกย่าง และไวน์

ในช่วงเวลาคริสมาสต่างก็มีกิจกรรมมากมาย เหมาะกับคู่รักที่ชวนกันเดินเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศตึกรางบ้านช่องที่สุดแสนจะโรแมนติก ที่เข้ากับบรรยากาศเทศกาลช่วงคริสต์มาสเป็นอย่างมาก 

3. แฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt) ประเทศเยอรมัน

ตลาดคริสต์มาสแห่งนครแฟรงก์เฟิร์ต เป็นตลาดที่เก่าแก่ที่สุด (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1393) และมีรูปแบบเฉพาะที่สวยงามที่สุด ดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่าสามล้านคนจากทั่วโลกในทุกปี มี 200 ร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์แฮนด์เมดและสิ่งของเกี่ยวกับคริสต์มาสมากมาย

นอกจากนี้จะได้พบกับโปรแกรมการแสดงมากมาย อาทิเช่น คอนเสิร์ตคริสต์มาส การแสดงดนตรีเครื่องดีดสีตีเป่าพื้นเมือง รอบบริเวณต้นคริสต์มาสสูง 30 เมตร ซึ่งตั้งอยู่หน้าศาลากลางเรอเมอร์

4. นิวยอร์ก (New york) ประเทศสหรัฐอเมริกา

ฉลองคริสต์มาสในเมืองหลวงของโลก ในช่วงเวลานี้ของปี มหานครนิวยอร์กจะเต็มไปด้วยการประดับตกแต่งด้วยสีเขียวสีแดงตัวแทนแห่งเทศกาลคริสต์มาส ต้นคริสต์มาสขนาดมหึมาและการประดับอาคารสวยงามที่ถือเป็นสัญลักษณ์ประจำเทศกาลแห่งปีที่รอกกี้เฟลเลอร์ เซ็นเตอร์ และพิกัดสำคัญที่ต้องไปเยือนก็คือเขตแมนฮัตตัน ที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของเมืองในช่วงคริสต์มาสนี้

5. Amsterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์

รู้กันไหมว่าเมืองแห่งนี้เป็นบ้านเกิดของเซนต์นิโคลัส หรือซานตาคลอส โดยในทุกปีจะมีพาเหรดซานตาคลอสเพื่อระลึกถึงนักบุญขวัญใจเด็กๆ ทั่วโลกท่านนี้

นอกจากนั้นก็จะได้ชมไฟประดับเมืองยุโรปโบราณอันสวยงาม เทศกาลไฟประดับ (Light Festival) ที่จะจัดขึ้น ณ สะพานหลักของเมือง ที่จะมีทั้งการประดับไฟเทศกาลและการแสดงผลงานศิลปะด้านการจัดไฟ รวมไปถึงการประกวดศิลปะการจัดไฟให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวได้ชมกันอย่างเพลินตา

6. Lapland ประเทศฟินแลนด์

ดินแดนมหัศจรรย์ที่เชื่อกันว่าเป็นบ้านของคุณลุงซานตาใจดีและชาวเอลฟ์ ผู้ผลิตของขวัญ ฉลองคริสต์มาสกันให้ได้บรรยากาศเต็มๆ ก็ต้องไปให้ถึงถิ่นของเทศกาลคริสต์มาส

พลาดไม่ได้กับการไปเยือนหมู่บ้านซานตาครอส (Santa Clause Village) หมู่บ้านน่ารักๆ ที่คุณจะได้พูดคุยกับซานตาคลอส ชิมขนมและอาหารประจำเทศกาลแห่งความสุข รวมไปถึงซื้อของฝากที่ระลึกประจำเทศกาลติดไม้ติดมือกลับบ้าน

7. London ประเทศอังกฤษ

เป็นเมืองที่สามารถพบซานตาคลอสได้ตามสถานที่ต่างๆ แต่ที่การฉลองคริสต์มาสในลอนดอนจะสั้นกว่าที่อื่นๆ โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 24 ธันวาคม หรือวันคริสต์มาสอีฟ แต่เราก็ยังสามารถเพลิดเพลินกับบรรยากาศด้วยชมเมืองในตอนกลางคืนที่ยังคงมีการประดับไฟอย่างสวยงามให้เห็นกันอยู่

8. Nuremberg ประเทศเยอรมัน

เมืองต้นตำรับแห่งขนมผิง เครื่องประดับงานฝีมือชั้นดีของเทศกาล ตลาดคริสต์มาสและเมืองแห่งเทศกาลคริสต์มาสของเยอรมัน ซึ่งในปีนี้ตลาดจะเปิดตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน ไปจนถึง 24 ธันวาคม ให้นักช้อปปิ้งได้เลือกซื้อสินค้าประจำเทศกาลกันจนวินาทีสุดท้ายเลยทีเดียว

ที่สำคัญตลาดคริสต์มาสที่มีร้านค้าเกือบสองร้อยร้านแห่งนี้ ไม่ได้มีแค่สินค้าประดับต้นคริสต์มาสและของชำร่วยทั่วไป แต่จะเป็นของชำร่วยประจำเทศกาลนี้เท่านั้น และยังมีร้านขนมและร้านอาหารประจำเทศกาลที่หนึ่งปีจะได้ชิมแค่ครั้งเดียว ที่สำคัญที่สุดสินค้าทุกชิ้นที่ขายล้วนแล้วแต่เป็นงานฝีมือและงานศิลปะชั้นดี

9. Quebec ประเทศแคนาดา

อีกหนึ่งเมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีบรรยากาศคริสต์มาสกันอย่างเกินร้อย เดินลุยหิมะในถนนเล็กๆ ตามผังเมืองแบบยุโรปเก่าที่สร้างกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 คริสต์มาสในควิเบกได้รับอิทธิพลมาจากชาวฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในเมืองกว่าครึ่ง ถือเป็นลิตเติ้ลยุโรปในแถบอเมริกาเหนือเลยก็ว่าได้

ในช่วงเวลานี้นอกจากจะได้ชมการประดับตกแต่งเมืองกันอย่างสวยงาม คุณก็ยังจะได้ชิมลิ้มลองขนมต่างๆ อาหารและเครื่องดื่มประจำเทศกาลสไตล์ยุโรปเก่า รับประกันได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด และเป็นเมืองที่ดีที่สุดเมืองหนึ่งในการไปร้องเพลงคริสต์มาสกลางถนนกับฝูงชนและจิบโกโก้ร้อนข้างเตาผิงแน่นอน

10. เมืองเรคาวิก ประเทศไอซ์แลนด์

จะมีการจำลองเมืองทั้งเมืองให้เป็นเมืองเทพนิยาย และมีหมู่บ้านคริสต์มาส ซึ่งจะเปิดเฉพาะช่วงวันเสาร์อาทิตย์ตลอดเดือนธันวาคม นอกจากนี้ยังมีการก่อกองไฟและจุดดอกไม้ไฟในช่วงปีใหม่ไปจนถึงวันที่ 6 มกราคม

Back To Top