skip to Main Content

10 อันดับนาฬิกาหรูราคาสูงในปี 2020 รวมสุดยอดแห่งดีไซน์และนวัตกรรม

นาฬิกา หนึ่งในไอเท็มที่ช่วยเสริมบุคลิกภาพและบ่งบอกถึงรสนิยมของผู้สวมใส่ แต่ละแบรนด์จึงได้มีการพัฒนาด้านการออกแบบ สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่เสมอ นอกจากจะใช้เป็นเครื่องบอกเวลาแล้ว นาฬิกายังเป็นเครื่องประดับที่บ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ และเป็นสินค้าที่คุ้มค่าแก่การลงทุน

10.HYT Soonow Drop Three ราคาประมาณ 2.3 ล้านบาท

แบรนด์นาฬิกาที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์อย่าง HYT (เอชวายที) จากสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่ Soonow Drop Three นาฬิกาดีไซน์รูปหัวกะโหลกวางอยู่บนหน้าปัดขนาด 48.8 มม. บนหน้าปัดภายในรูปหัวกะโหลกนั้นตกแต่งด้วยหมุดทอง 18K จำนวน 313 แท่ง บริเวณขอบหัวกะโหลกมีตัวอักษรเป็นตำแหน่งเวลา และมีของเหลวสีต่าง ๆ ไหลอยู่ในหลอดแก้วรอบหัวกะโหลกเพื่อบอกเวลาตามตำแหน่งที่ของเหลวนั้นเคลื่อนไป โดยกลไกจะทำหน้าที่ผลักดันของเหลวในหลอดแก้วไปเรื่อย ๆ ให้สัมพันธ์กับเวลา นาฬิกาดีไซน์แปลกตาสีสันสดใสเรือนนี้สามารถสำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมง

9.MB&F HM10 Bulldog ราคาประมาณ 3.25 ล้านบาท

การออกแบบที่แปลกใหม่ของ MB&F (เอ็มบีแอนด์เอฟ) กับรุ่น Bulldog ที่ออกแบบให้รูปทรงเหมือนใบหน้าของเจ้าสุนัขพันธุ์บูลด็อก กลไกที่ถูกพัฒนาขึ้นพิเศษในชื่อ Horological Machine N10 Bulldog คือที่มาของชื่อรุ่นนี้ เป็นกลไกไขลานที่ประกอบด้วยชิ้นส่วน 301 ชิ้น ส่วนตัวเรือนดีไซน์ให้กะทัดรัดและน้ำหนักเบา ทำจากไทเทเนียมและเรดโกลด์ 18K ด้านหลังตัวเรือนเป็นแบบโปร่งใสสามารถมองเห็นกลไกการทำงาน พร้อมกระจกแซปไฟร์คริสตัลทรงโค้งครอบหน้าปัด ซึ่งความไม่สมมาตรของกระจกออกแบบมาให้มีเพียงผู้ที่สวมอยู่เท่านั้นจึงจะมองเห็นเวลา ภายในมีโดม 2 อันวางคู่กันคล้ายกับดวงตาเพื่อบอกชั่วโมงและนาที มาพร้อมกับสายข้อมือที่ทำจากหนังวัวเพิ่มความหรูหราลงไปในดีไซน์เท่แปลกตา

8.Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-Thin Skeleton ราคาประมาณ 3.4 ล้านบาท

นาฬิการุ่นใหม่จากคอลเล็กชั่นสปอร์ตของแบรนด์ Vacheron Constantin (วาเชอรอง กงสตองแตง) เป็นนาฬิกาแบบเปลือย หรือ skeleton ภายใต้กระจกหน้าปัดใสกิ๊งที่ทำจากแซปไฟร์เผยให้เห็นความสวยงามและซับซ้อนของกลไก Automatic In-House Cal.1120 QPSQ/1 ที่ทำงานอยู่ภายใน ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 276 ชิ้น ตัวเรือนทำจากพิงก์โกลด์ 18K ขนาด 41.5 มม. บางเฉียบด้วยความหนาเพียง 8.1 มม. มาพร้อมกับสายข้อมือ 3 แบบให้เลือก เปลี่ยนได้สำหรับทุกโอกาส คือ สายโลหะที่ทำจากพิงก์โกลด์ 18K สายหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้มเรียบหรู และสายยางสีน้ำเงินโทนเดียวกัน

7.Bulgari Octo Finissimo Tourbillon Chrono ราคาประมาณ 4.2 ล้านบาท

Bulgari Octo Finissimo Tourbillon Chrono รุ่นปี 2020 นี้ ได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกาที่บางที่สุดในโลก มีการผสานกลไก tourbillon และ monopusher chronograph เข้าด้วยกัน และด้วยการนำไขลานอัตโนมัติมาอยู่ด้านบนทั้งหมด จึงทำให้ตัวไขลานมีความหนาเพียง 3.5 มม. ตัวเรือนทำจากไทเทเนียมขัดทราย มีความหนา 7.4 มม. หน้าปัดขนาด 42 มม. ซึ่งเป็นความซับซ้อนทางวิศวกรรม แค่นั้นยังไม่พอ นาฬิการุ่นนี้ยังออกแบบมาเป็นแบบ skeleton เปลือยให้เห็นกลไกการทำงานทั้งหมด ซึ่งเป็นการเพิ่มความซับซ้อนและเพิ่มต้นทุนการผลิตเข้าไปอีก จึงไม่แปลกที่ราคาสูงขนาดนี้

6.Greubel Forsey Balancier S ราคาประมาณ 6.4 ล้านบาท

นาฬิกาที่ขึ้นชื่อว่าใช้เทคนิคที่ยากและซับซ้อนที่สุดในการทำ และเป็นที่รู้จักในเรื่องการออกแบบที่พิถีพิถันที่สุดในบรรดาธุรกิจนาฬิกา ตัวเรือนถูกออกแบบมาให้โค้งเป็นรูปตัว S ทำให้สามารถมองเห็นระบบภายในได้ในระนาบที่เอียง หน้าปัดและตัวเรือนทำจากไทเทเนียม ขนาด 45 มม. สิ่งที่แปลกที่สุดเกี่ยวกับ Balancier S คือนาฬิการุ่นนี้ถูกเรียกว่าเป็นนาฬิกาสปอร์ต แม้จะมีลักษณะโครงสร้างกลไกที่ซับซ้อนและมีความประณีตสูง

5.Audemars Piguet Royal Oak Tourbillon Extra Thin ราคาประมาณ 8.2 ล้านบาท

คอลเล็กชั่น Royal Oak (รอยัล โอ๊ค) ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ Audemars Piguet (โอเดอมาร์ส ปีเกต์) ซึ่งรุ่นพิเศษปี 2020 ที่ทำออกมาเพียง 10 เรือนนี้มาพร้อมดีไซน์สุดคลาสสิก เท่ และคงความหรูหรา ด้วยหน้าปัดสีดำลวดลาย “Tapisserie Evolutive” ตรงกลางของทูร์บิญอง หลักชั่วโมง และชุดเข็มทำจากทองคำขาว เคลือบสารเรืองแสงซูเปอร์ลูมิโนวา กระจกหน้าปัดทำจากแซปไฟร์คริสตัลป้องกันแสงสะท้อนทั้งหน้าปัดและฝาหลัง ตัวเรือนทำจากทองคำขาวประดับเพชรเจียระไนทรงบาแกตต์ 32 เม็ด (ประมาณ 2.85 กะรัต) และสายข้อมือทำจากทองคำขาว 18K

4.Bovet Recital 26 Brainstorm Chapter Two ราคาประมาณ 11.5 ล้านบาท

Bovet (โบเวต์) ในคอลเล็กชั่นนี้เปรียบเสมือนการสร้างโลกของเวลาจำลองเอาไว้ในโหลแก้วมากกว่าจะเป็นนาฬิกา ตัวเรือนขนาด 47.8 มม. ทำจากกระจกคริสตัลแซปไฟร์ที่มีความใสและยังทนต่อการขีดข่วน ดีไซน์ออกมาให้เป็นกระจกแบบเอียงทำให้ผู้ใช้งานสามารถเห็นกลไกการทำงานภายในจากทุกมุม บนหน้าปัดมีรูปทรงโดม 3 อัน มีฟังก์ชั่นต่างกัน อันหนึ่งบอกเวลาปกติ อีกอันแสดงเวลาโลกตามเขตเวลาต่าง ๆ และอีกอันบอกข้างขึ้นข้างแรม ส่วนอีกองค์ประกอบที่สวยงามแพรวพราวอยู่นั้นคือกลไกทูร์บิญอง

3.Purnell Escape II ราคาประมาณ 14.3 ล้านบาท

Purnell เปิดตัวนาฬิกาที่เรียกว่า “the world’s fastest double spherion” ซึ่งเป็นนาฬิกาทรงกลม ปกติแล้วกลไกทูร์บิญองในนาฬิกาจะมีความซับซ้อนมาก ต้องใช้ทักษะและวิศวกรรมอย่างสูงในการผลิต แต่ทูร์บิญองของ Purnell ในรุ่นนี้มีสามแกน ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนขึ้นไปอีก ในส่วนของทูร์บิญองอันเล็กสองอันจะเดินด้วยความเร็วที่ต่างกัน เพิ่มจุดเด่นด้วยตัวเลขบนสเกลเป็นสีเขียวสะท้อนแสง ส่วนตัวเรือนทำจากฟอร์จคาร์บอน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 48 มม.

2.Patek Philippe Grand Complications 5303R ราคาประมาณ 22.3 ล้านบาท

Patek Philippe แบรนด์นาฬิกาชั้นสูงที่ขึ้นชื่อเรื่องความประณีตพิถีพิถันในการสร้างสรรค์เรือนเวลาอันแสนซับซ้อน ได้ส่ง Grand Complications 5303R ออกมาเป็นรุ่นเรือธงประจำปี 2020 ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่การรวมเอากลไก tourbillon กับ minute repeater ไว้ในเรือนเดียวกัน แล้วดีไซน์เป็น skeleton เปิดเปลือยโชว์ให้เห็นกลไกอันซับซ้อนและพิถีพิถัน ทั้งเท่และหรูในเรือนเดียวกัน ต่างจากนาฬิกาส่วนใหญ่ของแบรนด์ที่ดีไซน์เรียบหรูเก็บความซับซ้อนไว้ภายใน ตัวเรือน หน้าปัด และเข็มบอกเวลาทำจากโรสโกลด์ 18K ขนาดตัวเรือนกว้าง 42 มม. หนา 12.3 มม. กระจกหน้าปัดทำจากแซปไฟร์คริสตัล สายข้อมือทำจากหนังจระเข้ ครบองค์ประกอบความหรูหรา

1.Jacob & Co. Billionaire III ราคาประมาณ 200 ล้านบาท

Jacob & Co. Billionaire III ถูกจัดอันดับว่าเป็นนาฬิกาที่แพงที่สุดในปีนี้ ตัวเรือนทำจากทองคำขาว 18K ประดับเพชรโดยรอบทั้งตัวเรือนและสายข้อมือ รวมแล้วใช้เพชรทั้งหมด 714 เม็ด (129.61 กะรัต) ใช้กลไก tourbillon ดีไซน์เป็น skeleton เปลือยให้เห็นกลไกภายใน กระจกหน้าปัดทำจากแซปไฟร์คริสตัลพร้อมระบบป้องกันแสงสะท้อน หน้าปัดแสดงเวลาที่ดูสวยหรู มาพร้อมกับขนาด 40 มม. เห็นภาพและราคาแล้วบางคนอาจสงสัยว่า ใครกันนะซื้อนาฬิกาเพชรวิบวับขนาดนี้ไปใส่ มีข้อมูลว่านักมวยชื่อดังระดับโลก ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ ซื้อรุ่นที่ออกมาปีก่อนหน้านี้ไปใส่ในราคาสูงถึง 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Back To Top