skip to Main Content

TOPTHAI TOPTEN 10 ประเทศ ผู้ผลิตน้ำมันสูงสุดในโลก

10. คูเวต – ประมาณ 2,750,000 บาร์เรลต่อวัน

คูเวตผลิตน้ำมันมากกว่า 3% ของของโลก คูเวตเป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีมากและร่ำรวยจากการส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจทั้งในด้านการค้าและการลงทุน ประชาชนคูเวตมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวและกำลังซื้อสูงมาก

ประกอบกับการใช้นโยบายการค้าเสรี ไม่มีระบบโควตา หรือมาตรการกีดกันการนำเข้าสินค้า โครงสร้างภาคการผลิตส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมผลิตน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (สัดส่วนร้อยละ 42 ของ GDP) และแทบจะไม่มีการผลิตภาคการเกษตร (มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.3 ของ GDP) ส่งผลให้คูเวตต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะสินค้าอาหาร

9. บราซิล – ประมาณ 2,800,000 ล้านบาร์เรลต่อวัน

บราซิลผลิตน้ำมันกว่า 3.15% ของน้ำมันทั่วโลก เมื่อปี ค.ศ. 2006 บราซิลได้ค้นพบแหล่งน้ำมัน Tupi Field (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Lula เพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดี Inacio Lula da Silva ระหว่างปี ค.ศ. 2003 – 2011) ในอ่าว Santos ใกล้นครรีโอ เด จาเนโร ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณน้ำมันสำรองประมาณ 8.3 พันล้านบาร์เรล ต่อมาในปี ค.ศ. 2011

บราซิลได้ค้นพบแหล่งน้ำมัน Libra ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 8 – 12 พันล้านบาร์เรลและช่วยยกระดับให้บราซิลเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันเป็นอันดับ 5 ของโลกภายในปี ค.ศ. 2020 แทนอันดับ 9 ในปัจจุบัน และจะสามารถเพิ่มการผลิตน้ำมันจาก 2.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็น 6.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี ค.ศ. 2020

8. เม็กซิโก – ประมาณ 2,950,000 บาร์เรลต่อวัน

ประเทศแมคซิโกมีการผลิตน้ำมันราว 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน เม็กซิโกผลิตน้ำมันมีสัดส่วนอยู่ที่ 3% ของปริมาณการผลิตน้ำมันจากทั่วโลก เม็กซิโกเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายแรกๆของโลก เคยใหญ่เป็นที่ 2 รองจากสหรัฐ เป็นผู้นำการส่งออก เดิมมีเพียงบริษัทต่างชาติที่ผลิตซึ่งเอาเปรียบแรงงานมากจนเกิดการรวมตัวต่อสู้ ในที่สุดรัฐบาลได้ยึดกิจการปิโตรเลียมต่างๆมาเป็นของรัฐและผูกขาดกิจกรรมต่อเนื่องทุกอย่างตั้งแต่ปี 2481

7. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ – ประมาณ 3,230,000 บาร์เรลต่อวัน

ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ผลิตน้ำมันกว่า 3.6% ของน้ำมันทั่วโลก และมีปริมาณน้ำมันสำรอง 98.2 พันล้านบาร์เรล การขายน้ำมันที่ถือว่าเป็นรายได้หลักของประเทศ เพราะมีการผลิตน้ำมันสู่ตลาดโลกวันละ ประมาณ 3,230,000 บาร์เรลต่อวัน ประชากรที่เข้าไปอาศัยส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติกว่า 75% จึงนับเป็นเมืองน่าสนใจที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตของจีดีพีสูงที่สุดในโลก

6. แคนาดา – ประมาณ 3,920,000 บาร์เรลต่อวัน

ประเทศแคนนาดาเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ด้วยการผลิตน้ำมันประมาณ 3,920,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 4 % ของปริมาณการผลิตน้ำมันจากทั่วโลก และ90% ของการส่งออกทั้งหมดถูกส่งไปสหรัฐอเมริกา จำนวนที่มากของการส่งออกน้ำมันของแคนนาดาก่อให้เกิดความต้องการใช้ลูนี่ และอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้นของมัน ทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนดอลลาร์แคนนาดาขึ้นตรงกัราคาน้ำมันโลก ท่ามกลางราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทำให้มูลค่าของลูนี่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัว

5. ประเทศอิหร่าน – ประมาณ 4,130,000 บาร์เรลต่อวัน

อิหร่านมีการผลิตน้ำมันคิดเป็น 4.5% ของปริมาณการผลิตน้ำมันจากทั่วโลก โดยการผลิตน้ำมันต่อวัน ประมาณ 4,130,000 บาร์เรลต่อวัน การกลับมาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายสำคัญของโลกอีกครั้งของอิหร่าน อาจสร้างความปั่นป่วนในตลาดน้ำมันมากขึ้น โดยปริมาณน้ำมันจากอิหร่านที่ส่งออกได้มากขึ้นหลังยกเลิกคว่ำบาตร

4. จีน – ประมาณ 4,190,000 บาร์เรลต่อวัน

จีนสามารถ มีการผลิตน้ำมันคิดเป็น 4.7% ของปริมาณการผลิตน้ำมันจากทั่วโลก แม้จะสามารถผลิตน้ำมันได้มาก ในปี 2552 ประเทศจีนมีการผลิตน้ำมันดิบเป็นปริมาณ 189 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณการนำเข้าสูงถึง 199 ล้านตัน สะท้อนให้เห็นว่า น้ำมันที่ใช้ในประเทศจีนมากกว่าครึ่งเป็นน้ำมันจากต่างประเทศ

โดยตั้งแต่ปี 2536 ที่จีนมีอัตราพึ่งพิงน้ำมันจากต่างประเทศเพียงร้อยละ 6 เป็นต้นมา ประเทศจีนก็ได้มีอัตราการพึ่งพิงน้ำมันจากต่างประเทศมากขึ้นเป็นลำดับ ในปี 2550 เพิ่มเป็นร้อยละ 47 ปี 2551 เป็นร้อยละ 49 และปี 2552 ทะลุระดับร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 51.3 ในที่สุด ซึ่งรายงานของภาครัฐคาดว่า อัตราการพึ่งพิงน้ำมันจากต่างประเทศของจีนจะเพิ่มขึ้นสูงสุดในปี 2563 อยู่ที่ระดับร้อยละ 64.5 นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ 189 ล้านตันในปี 2552 นี้ ยังเป็นปริมาณการผลิตที่ลดน้อยลงเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปีอีกด้วย

3. รัสเซีย – ประมาณ 10,300,000 ล้านบาร์เรลต่อวัน

กระทรวงพลังงานแดนหมีขาวซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านทางสำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์ล่าสุดระบุว่า รัสเซียสามารถผลิตน้ำมันดิบได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 534 ล้านตันในปี 2015 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ขณะที่ปริมาณของการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในปีที่แล้วของรัสเซีย ได้ปรับเพิ่มสูงขึ้น 1.4 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

โดยที่ปริมาณการผลิตพุ่งแตะ 10,300,000 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยรัสเซียผลิตน้ำมันคิดเป็น 11.64% ของน้ำมันในโลกอันถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สิ้นยุค “สหภาพโซเวียต” เป็นต้นมา

2. สหรัฐอเมริกา – ประมาณ 10,590,000 บาร์เรลต่อวัน

สหรัฐอเมริกาผลิตผู้ผลิตน้ำมันกว่า 12% ของน้ำมันทั่วโลก มีการผลิตน้ำมัน ประมาณ 10,590,000 บาร์เรลต่อวัน และมีบรรยากาศการลงทุนที่มั่นคงในประเทศ กำลังการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลให้สหรัฐฯ ขึ้นนำหน้าซาอุดิอาระเบียในการเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกก่อนปี 2563 ด้วยเทคโนโลยีขุดเจาะน้ำมันอันทันสมัย รวมไปถึงความสามารถในการใช้เทคโนโลยีไฮดรอลิคขุดเจาะและสกัดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากหินเชล (shale rock) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์ให้กับสินค้าพลังงานดังกล่าว บวกกับการขนส่งของสหรัฐฯ

ที่ดีขึ้น ส่งผลต่อการขยายตัวของตลาดพลังงานในประเทศอย่างต่อเนื่อง IEA คาดการณ์ว่า สหรัฐฯ จะเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกติดต่อกันเป็นระยะเวลา 5 ปี ก่อนที่ซาอุดิอาระเบียจะกลับมาขึ้นมาเป็นผู้นำอีกครั้ง และภายในปี 2573 สหรัฐฯ จะแซงหน้ากลุ่มโอเปกในการเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิรายใหญ่ที่สุดของโลก และภายใน 5 ปีข้างหน้า สหรัฐฯ น่าจะลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกประเทศอย่างสิ้นเชิง ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเชื่อมั่นว่า ภายใน 10 ปี สหรัฐฯ จะสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติเพียงพอต่อการใช้ในประเทศอีกด้วย

1. ประเทศซาอุดีอาระเบีย – ประมาณ 11,750,000 บาร์เรลต่อวัน

ประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลกโดยมีศักยภาพในการผลิตรวมกว่า 2 แสนหกหมื่นล้านบาร์เรล หรือกว่า 1 ใน 4 ของปริมาณรวมของทั้งโลก หรือจะคิดง่ายๆ ว่ามีปริมาณรวมมากกว่าแหล่งขุดเจาะน้ำมันรวมกันทั้งโลกกว่า 4 เท่าตัว โดยการผลิตน้ำมันประมาณ 11,750,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 13.24% ของน้ำมันทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีต้นทุนในการผลิตต่ำที่ประมาณ 1-2 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล ประกอบกับที่มีแหล่งน้ำมันกระจายทั่วประเทศอย่างมหาศาลอีกด้วย จะกล่าวได้ว่าประเทศซาอุดิอาระเบียเป็นแหล่งส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุด

โดยสามารถส่งออกน้ำมันได้ประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวันไปยังตลาดโลกหรือเทียบได้กับปริมาณความต้องการการนำเข้าน้ำมันดิบ 1 ใน 5 ของตลาดสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ทางรัฐบาลของซาอุดิอาระเบีย ยังกล่าวว่าประเทศยังจะสามารถเพิ่มการผลิตได้กว่าร้อยละ 50 หรือมากกว่าอีก 2 เท่าของปัจจุบันภายในช่วงสองทศวรรษหน้าและมีปริมาณน้ำมันสำรองมากเพียงพอในอีก 50 ปีข้างหน้าด้วยซ้ำ ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในการสมดุลปริมาณน้ำมันในตลาดโลกที่สำคัญที่สุดประเทศหนึ่ง หากแต่ประเด็นภูมิศาสตร์ที่ตั้งของประเทศในอ่าวเปอร์เซียอันขาดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งที่ประเทศคู่ค้าน้ำมันมีความเป็นห่วงโดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา

ขอขอบคุณเครดิตจาก mynewbogeddess.blogspot

Back To Top