skip to Main Content

TOPTHAI TOPTEN 10 อันดับสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดของแต่ละชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

10. สนามกีฬาแห่งชาติลาว หลัก 16 – ลาว

สนามกีฬาแห่งชาติสนามใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 2009 แทนสนามเดิม (สนามกีฬาแห่งชาติ เจ้าอนุวงศ์) มีความจุที่ 25,000 ที่นั่ง มากกว่าสนามเดิม 5,000 ที่นั่ง สร้างเพื่อเป็นสังเวียนหลักในศึก ซีเกมส์ 2009 ที่เวียงจันท์ ประเทศลาว มีรัฐบาลลาวเป็นเจ้าของ

ส่วนสาเหตุที่ใช้ชื่อว่า หลัก 16 ก็เพราะว่าสนามแห่งนี้อยู่ห่างออกไปจากตัวเมือง (หลักศูนย์) เวียงจันท์ 16 กิโลเมตรนั่นเอง

ลาว ใช้สังเวียนแห่งนี้ลงฟาดแข้งในศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2018 ทั้ง 2 นัดที่เป็นเกมเหย้า ซึ่งพวกเขาแพ้ เวียดนามไป 0-3 และแพ้ เมียนมาร์ ไป 1-3

9. สนามกีฬาฟิลิปปิน – ฟิลิปปินส์

สนามกีฬาฟิลิปปิน มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า สนามกีฬามหาวิทยาลัยนิวเอรา (NEU) สร้างขึ้นในปี 2011 และเปิดใช้งานในปี 2014 โดยมีความจุสำหรับการแข่งขันฟุตบอลอยู่ที่ 20,000 ที่นั่ง และจุสูงสุดที่ 25,000 ที่นั่งสำหรับการจัดคอนเสิร์ต มีมหาวิทยาลัยนิวเอราเป็นเจ้าของ

สนามฟุตบอลที่มีความจุมากที่สุดในฟิลิปปินส์แห่งนี้เป็น 1 ในสนามที่ ฟิลิปปินส์ มักเลือกใช้เป็นสังเวียนเกมเหย้า แม้ว่าจะไม่เป็นที่นิยมเท่ากับสนาม ปานาอัด สเตเดี้ยม ที่ใช้ในศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2018 หรือสนาม ริซัลเมโมเรียล สเตเดี้ยม สนามกีฬาหลักของทีมชาติอย่างเป็นทางการ มีขนาดเล็กกว่าครึ่งต่อครึ่ง

8. สนามกีฬาแห่งชาติฮัสซานัล บอลเคียห์ – บรูไน

สนามกีฬาอเนกประสงค์แห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองหลวงของบรูไน บันดาเสรีเบกาวัน ถูกสร้างในปี 1980 มีความจุราว ๆ 28,000 คน มีกรมพัฒนาเยาวชนและกีฬาเป็นเจ้าของ

สนามดังกล่าวตั้งชื่อตามสุลต่าน ฮัสซานัล บอลเคียห์ ประมุขคนปัจจุบันของบรูไนที่อยู่ในตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 1967 (สมัยยังเป็นรัฐในอารักขาของสหราชอาณาจักร) ถูกใช้เป็นสนามเหย้าของทีมชาติ บรูไน ซึ่งล่าสุดเพิ่งใช้ในเกม เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2018 รอบคัดเลือกที่เจอกับ ติมอร์-เลสเต ไป ก่อนจะเอาชนะไปได้ 1-0 (แต่ตกรอบด้วยเฮดทูเฮดในตเวลาต่อมา)

นอกจากนี้สนามดังกล่าวยังผ่านการจัดงานใหญ่ ๆ มาแล้ว อย่างการเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬา ซีเกมส์ ครั้งที่ 20 ปี 1999 (พ.ศ. 2542) มาแล้วด้วย

7. สนามกีฬานายพลออง ซาน – เมียนมาร์

สนามกีฬานายพลออง ซาน เป็นสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในเมียนมาร์มมาตั้งแต่ปี 1930 และเปลี่ยนชื่อตามนายพลคนสำคัญในปี 1953 หลังได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร มีความจุราว ๆ 40,000 คน

สนามดังกล่าวเคยเป็นสนามกีฬาประจำของทีมชาติ เมียนมาร์ อยู่ช่วงหนึง ได้รับโอกาสให้จัด ซีเกมส์ 1961 กับ 1969 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพ ปัจจุบัน เมียนมาร์ ใช้สนาม ตูวันนา ที่จุคนได้น้อยกว่า (32,000 คน) แต่ทันสมัยกว่าเป็นสนามหลัก

6. สนามกีฬาแห่งชาติหมีดิ่ญ – เวียดนาม

หมีดิ่ญ เป็นสนามกีฬาเหย้าหลักของ เวียดนาม มาตั้งแต่ปี 2003 มีความจุราว ๆ 40,000 คน ตั้งอยู่ในตำบลหมีดิ่ญ อำเภอนามตื่อเลียม จังหวัดฮานอย มีรัฐบาลเวียดนามเป็นเจ้าของ

หมีดิ่ญ เป็นสังเวียนในรายการใหญ่ ๆ มาแล้ว ทั้ง ซีเกมส์ ในปี 2003, ซูซูกิคัพ 2007 (สมัยที่ยังใช้ระบบเจ้าภาพ) และ เอเชียนคัพ ในปี 2007 รวมถึงใช้สำหรับจัดคอนเสิร์ตใหญ่ ๆ อีกด้วย นอกจากนี้ สนาม หมีดิ่ญ ยังเป็นสนามเหย้าของสโมสร เถกง ทีมน้องใหม่ใน วีลีก 2019 และยังเป็นทีมที่เคยคว้าแชมป์ลีกเวียดนามมากที่สุดอีกด้วย

ใน ซูซูกิคัพ 2018 เวียดนามเลือกใช้ หมีดิ่ญ เป็น 1 ในสังเวียนเหย้าร่วมกับสนาม ห่างเดิ๋ย และเป็น 1 ในสังเวียนรอบชิงชนะเลิศ หลังจากผ่าน ฟิลิปปินส์ ไปได้ในรอบรองฯ

5. ราชมังคลากีฬาสถาน – ไทย

ราชมังคลากีฬาสถาน เป็นรังเหย้าหลักของ ช้างศึก มาตั้งแต่สร้างเสร็จในพ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) และใช้เพื่อรับรองการแข่งขัน เอชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่ง กรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าภาพ

ราชมังฯ เคยจุคนได้ถึง 65,000 คน แต่ปัจจุบนลดเหลือเพียง 49,000 คน ผ่านการจัดการแข่งขันขนาดใหญ่มาแล้วนับไม่ถ้วน ทั้ง เอชียนเกมส์ 1998, เอเชียนคัพ 2007, กีฬามหาวิทยาลัยโลก 2007, ซูซูกิคัพ 2014, 16 และ 18 และเคยจัดฟุตบอลโลกสำหรับทีมหญิงชุดอายุไม่เกิน 20 ปีมาแล้วในปี 2004 (พ.ศ.2547)

นอกจากการแข่งขันฟุตบอลแล้ว ราชมังฯ ยังถูกใช้เป็นที่จัดคอนเสิร์ตใหญ่ ๆ อีกด้วย ซึ่งนักร้องระดับประเทศจนไปถึงระดับโลกต่างเคยมาเล่นที่นี่ เช่น โคลด์เพลย์, เลดี้กาก้า หรือ วันไดเร็คชัน

4. สนามกีฬาโอลิมปิกแห่งชาติ (พนมเปญ) – กัมพูชา

สนามกีฬาโอลิมปิกแห่งชาติ เวอร์ชั่นของประเทศกัมพูชาตั้งอยู่ในเมืองพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา จุได้ประมาณ 50,000 ที่นั่ง และสามารถรองรับคนได้ถึง 70,000 คนเลยทีเดียว เพราะเป็นสนามที่ไม่มีที่นั่ง สร้างเสร็จในปี 1964 แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิก 1964 แต่อย่างใด (ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพในปีดังกล่าว)

สนามดังกล่าวผ่านการจัดการแข่งขันสำคัญ ๆ มาเยอะพอสมควร รวมไปถึงการเป็นสนามกลางให้กับเกมรอบเพลย์ออฟข้ามทวีประหว่าง เกาหลีเหนือ กับ ออสเตรเลีย สำหรับฟุตบอลโลก 1966 เนื่องจากเกาหลีเหนือกำลังเจอกับมรสุมทางการเมืองในขณะนั้น ทำให้พวกเขาต้องหันมาพึ่งประเทศกัมพูชาที่ยื่นตัวเสนอสนามแห่งนี้ และเกมดังกล่าวจบด้วยชัยชนะของ เกาหลีเหนือ (ก่อนที่ทัพ โสมแดง จะสร้างปาฏิหาริย์ในฟุตบอลโลกที่อังกฤษด้วยการเขี่ยทีมยักษ์อย่าง อิตาลี ตกรอบแบ่งกลุ่ม แถมยังเกือบจะได้เข้ารอบรองชนะเลิศอีกด้วย)

3. สนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ – สิงคโปร์

สนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ เป็นสนามกีฬาอเนกประสงค์ สนามเหย้าของทีมชาติ สิงคโปร์ มีความจุสูงสุดราว 55,000 (สถิติสูงสุด 52,107 คน) ตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่าคัลลัง เริ่มเปิดใช้ในปี 2014 มี สปอร์ตสิงคโปร์ คณะกรรมการดูแลตามกฎหมายภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชนของรัฐบาบลสิงคโปร์เป็นเจ้าของ

จุดเด่นของสนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์คือหลังคาที่เลื่อนเปิดขปิดได้ตามสภาพอากาศ และที่นั่งผู้ชมแถวหน้าที่เลื่อนเข้าออกได้เพื่อรองรับการแข่งขันกีฬาประเภทต่าง ๆ โดยปรับลดที่นั่งเหลือ 50,000 ที่สำหรับการแข่งขันกรีฑา และเพิ่มสูงสุดในการแข่งขันฟุตบอลหรือรักบี้

สนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ถือเป็น 1 ในสนามระดับท็อปของภูมิภาค โดยเฉพาะการเดินทางสำหรับแฟนบอลที่ไปมาง่ายด้วยการนั่งรถไฟฟ้าที่ไปถึงหน้าสนาม อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ค่าเช่าสนามดังกล่าวค่อนข้างแพง ทำให้สนามแห่งนี้จัดการแข่งขันระดับภูมิภาคน้อยกว่าที่ควร และแฟนบอลก็ไม่ค่อยจะเข้าสนามเต็มความจุกันสักเท่าไหร่

สนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์เคยเป็น 1 ในสนามเจ้าภาพร่วมมาแล้วในศึก เอเอฟเอ ซูซูกิคัพ 2014 และเจ้าภาพเดี่ยวใน ซีเกมส์ 2015 นอกจากนี้ยังเป็นสนามเจ้าภาพในการแข่งขันพรีซีซั่น บาร์เคลย์เอเชียโทรฟี 2015 ที่มี อาร์เซนอล กับ เอฟเวอร์ตัน เข้าร่วม และเคยเป็นสนามกลางให้ทีมชาติ บราซิล กับ ญี่ปุ่น เตะกระชับมิตรกันมาแล้ว

2. สนามกีฬาหลักเกโลราบุงการ์โน – อินโดนีเซีย

สนามกีฬาหลักเกโลราบุงการ์โน เป็น 1 ในสนามฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดในลิสต์นี้ เริ่มใช้งานในปี 1962 ในชื่อว่าสนามกีฬาหลักเซนายัน หลังจากนั้นพวกเขาเปลี่ยนชื่ออีก 2-3 ครั้ง ก่อนเปลี่ยนเป็นชื่อปัจจุบันในปี 2001 ตามชื่อประธานานธิบดีคนแรกของ อินโดนีเซีย (คำว่า บุงการ์โน มีความหมายตามภาษาอินโดนีเซียว่า พี่/น้องการ์โน ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่คนอินโดฯ เอาไว้เรียกประธานาธิบดี ซูการ์โน ของพวกเขา – อารมณ์เดียวกับที่สื่อบ้านเราเรียก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า ลุงตู่ นั่นแหละ)

สนามแห่งนี้เคยจุคนได้ถึงหลักแสนคน แต่ลดขนาดลงให้เหลือราว ๆ 88,000 คน เพื่อการรองรับศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2007 ก่อนจะเหลือเพียง 77,193 ที่นั่งในปัจจุบัน เกโลราบุงการ์โน ผ่านการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันต่าง ๆ มากมาย ทั้งการจัดเอเชี่ยนเกมส์ 2 สมัย ซึ่งเวอร์ชันล่าสุดเพิ่งจะจัดไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซีเกมส์ อีก 4 สมัย เอเชี่ยนคัพ ที่เป็นเจ้าภาพร่วมอีก 1 สมัย และการเตะพรีซีซั่นของทีมใหญ่ ๆ จากยุโรป อย่าง เชลซี หรือ ยูเวนตุส อีกนับไม่ถ้วน

1.สนามกีฬาแห่งชาติบูกิตจาลิล – มาเลเซีย

บูกิตจาลิล เป็นสนามเหย้าของทีมชาติ มาเลเซีย และเป็นสนามฟุตบอลที่มีความจุมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความจุอยู่ที่ 87,411 ที่นั่ง เป็น 1 ในสนามไม่กี่แห่งของภูมิภาคที่มีสถานีรถไฟฟ้าเป็นของตัวเอง ตัวสนามมีรัฐบาลมาเลเซียเป็นเจ้าของ

บูกิตจาลิล ผ่านการจัด เอชียนคัพ มาแล้ว 1 ครั้งในปี 2007 เป็นสนามเหย้าให้ มาเลเซีย ในศึก ซูซูกิคัพ และยังผ่านการรับศึกพรีซีซั่นของทีมจากอังกฤษมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล หรือ เชลซี

ในศึก ซูซูกิคัพ 2018 บูกิตจาลิล ยังเป็น 1 ในสนามนัดชิงชนะเลิศด้วย หลังจากที่ มาเลเซีย ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศสำเร็จด้วยการยันเสมอ ไทย 2-2 ก่อนเข้ารอบด้วยกฎอเวย์โกล

ขอขอบคุณเครดิตจาก 90min

Back To Top